Bid, Ask และ Spread คืออะไร? ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในทุกออเดอร์ที่เทรดเดอร์ต้องรู้
เข้าใจ Bid, Ask และ Spread อย่างละเอียด — ราคาซื้อ ราคาขาย ส่วนต่างที่เป็นต้นทุนหลักในการเทรด Forex วิธีคำนวณ Spread ปัจจัยที่ทำให้ Spread กว้าง-แคบ และเทคนิคลดต้นทุนสำหรับเทรดเดอร์ทุกสไตล์
ประเด็นสำคัญ
- Bid = ราคาที่คุณขายได้ (ต่ำกว่า) / Ask = ราคาที่คุณซื้อได้ (สูงกว่า)
- Spread = Ask − Bid คือต้นทุนหลักของการเทรด ทุกออเดอร์เริ่มติดลบเท่ากับ Spread
- สภาพคล่องสูง = Spread แคบ / ความผันผวนสูง = Spread กว้าง
- Major Pairs มี Spread ต่ำสุด (0.1-2 Pips) ส่วน Exotic Pairs สูงสุด (10-50+ Pips)
- Scalper ต้องเลือกโบรกเกอร์ Spread ต่ำ ส่วน Swing Trader แทบไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread
- เทรดช่วง London-New York Overlap (19:00-23:00 น.) เพื่อได้ Spread ต่ำที่สุด
เข้าใจ Bid, Ask และ Spread — ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในทุกออเดอร์ที่เทรดเดอร์ต้องรู้ก่อนเปิดเทรด
💡 คำตอบสั้น
Bid คือราคาที่คุณ "ขายได้" (ราคาที่ตลาดพร้อมซื้อจากคุณ) Ask คือราคาที่คุณ "ซื้อได้" (ราคาที่ตลาดพร้อมขายให้คุณ) ส่วน Spread คือ "ส่วนต่าง" ระหว่าง Ask กับ Bid ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการเทรด Forex ยิ่ง Spread แคบ ต้นทุนยิ่งต่ำ เทรดเดอร์ยิ่งได้เปรียบ
ถ้าคุณเคยไปแลกเงินที่ร้านรับแลกเงินตราตามสนามบิน คุณจะสังเกตเห็นว่ามี ราคา 2 ราคาเสมอ — ราคาซื้อ (ร้านซื้อจากคุณ) และราคาขาย (ร้านขายให้คุณ) ราคาขายจะสูงกว่าราคาซื้อเสมอ ส่วนต่างตรงนี้คือ "กำไร" ของร้าน
ตลาด Forex ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ส่วนต่างนี้ เล็กลงมากจนวัดเป็น Pip (ทศนิยมตำแหน่งที่ 4) และนี่คือต้นทุนหลักที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องจ่ายในทุกๆ ออเดอร์ที่เปิด
เราจะเจาะลึกทุกมิติของ Bid, Ask และ Spread เพื่อให้คุณเข้าใจว่า ต้นทุนที่แท้จริงของการเทรดคือเท่าไหร่ และจะจัดการกับมันอย่างไร
Bid Price (ราคาเสนอซื้อ) คืออะไร?
Bid Price คือราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อพร้อมจ่ายเพื่อซื้อสกุลเงินนั้น หรือพูดง่ายๆ คือ ราคาที่คุณจะ "ได้รับ" เมื่อคุณกดปุ่ม Sell ราคา Bid จะ ต่ำกว่าราคาตลาดจริงเล็กน้อย เสมอ
สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ:
- เมื่อคุณ เปิดออเดอร์ Sell → คุณเข้าที่ราคา Bid
- เมื่อคุณ ปิดออเดอร์ Buy → คุณออกที่ราคา Bid
- ราคาบนกราฟที่คุณเห็นใน MT4/MT5 คือ ราคา Bid เป็นค่าเริ่มต้น
Ask Price (ราคาเสนอขาย) คืออะไร?
Ask Price (หรือ Offer Price) คือราคาต่ำสุดที่ผู้ขายพร้อมขายสกุลเงินนั้น หรือพูดง่ายๆ คือ ราคาที่คุณต้อง "จ่าย" เมื่อคุณกดปุ่ม Buy ราคา Ask จะ สูงกว่าราคาตลาดจริงเล็กน้อย เสมอ
- เมื่อคุณ เปิดออเดอร์ Buy → คุณเข้าที่ราคา Ask
- เมื่อคุณ ปิดออเดอร์ Sell → คุณออกที่ราคา Ask
- ราคา Ask สูงกว่า Bid เสมอ — ส่วนต่างนี้คือ Spread
📌 สรุป Bid vs Ask
- Bid = ราคาที่คุณ "ขาย" ได้ (ต่ำกว่า) → กดปุ่ม Sell = เข้าที่ Bid
- Ask = ราคาที่คุณ "ซื้อ" ได้ (สูงกว่า) → กดปุ่ม Buy = เข้าที่ Ask
- ราคาบนกราฟ = Bid เป็นค่าเริ่มต้น (สามารถเปิดแสดง Ask Line ได้)

Spread คืออะไร และคำนวณอย่างไร?
Spread คือส่วนต่างระหว่าง Ask Price กับ Bid Price เป็นต้นทุนหลักที่เทรดเดอร์ต้องจ่ายในทุกออเดอร์ คิดง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่คุณเปิดออเดอร์ คุณจะ เริ่มต้นที่ "ติดลบ" เท่ากับ Spread เสมอ ราคาต้องวิ่งผ่าน Spread ก่อน คุณถึงจะเริ่มมีกำไร
สูตรคำนวณ Spread
Spread = Ask Price − Bid Price
ตัวอย่าง: ถ้า EUR/USD แสดงราคา Bid 1.0850 / Ask 1.0852
Spread = 1.0852 − 1.0850 = 0.0002 = 2 Pips
นั่นหมายความว่าเมื่อคุณเปิด Buy EUR/USD คุณเข้าที่ราคา 1.0852 แต่ถ้าปิดทันที คุณจะปิดที่ราคา 1.0850 — ขาดทุน 2 Pips ทันที นี่คือ "ค่าเข้า" ที่ต้องจ่ายก่อน ราคาต้องวิ่งขึ้นเกิน 2 Pips คุณถึงจะเริ่มกำไร
ต้นทุน Spread จริงๆ เท่าไหร่?
ต้นทุนขึ้นอยู่กับ ขนาด Lot ที่เทรด:
- Spread 2 Pips × Standard Lot (100,000 หน่วย) = ต้นทุน $20 ต่อออเดอร์
- Spread 2 Pips × Mini Lot (10,000 หน่วย) = ต้นทุน $2 ต่อออเดอร์
- Spread 2 Pips × Micro Lot (1,000 หน่วย) = ต้นทุน $0.20 ต่อออเดอร์
⚠️ ข้อควรระวังสำหรับ Scalper
ถ้าคุณเป็น Scalper ที่เปิด-ปิดออเดอร์บ่อยๆ วันละ 10-20 ออเดอร์ ต้นทุน Spread จะสะสมเร็วมาก ตัวอย่าง: Spread 2 Pips × 15 ออเดอร์/วัน × Standard Lot = ต้นทุน $300/วัน หรือกว่า $6,000/เดือน! ดังนั้น Scalper ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำมากๆ
Spread มีกี่ประเภท?
Spread ที่โบรกเกอร์เสนอมี 2 ประเภทหลัก แต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน:
1. Fixed Spread (Spread คงที่)
Spread ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือคุณรู้ล่วงหน้าว่าต้นทุนเท่าไหร่ แต่ Fixed Spread มักจะ กว้างกว่า Variable Spread ในสภาวะปกติ
2. Variable/Floating Spread (Spread ลอยตัว)
Spread เปลี่ยนแปลงตามสภาพคล่องและความผันผวนของตลาด ในช่วงปกติ Variable Spread มักจะแคบกว่า Fixed Spread แต่ในช่วงข่าวสำคัญหรือตลาดผันผวนสูง Spread อาจ กว้างขึ้นอย่างมาก (Spread Widening)
📌 เปรียบเทียบ Fixed vs Variable Spread
- Fixed Spread → รู้ต้นทุนล่วงหน้า / กว้างกว่าในสภาวะปกติ / เหมาะกับมือใหม่
- Variable Spread → แคบกว่าในสภาวะปกติ / กว้างขึ้นช่วงข่าว / เหมาะกับเทรดเดอร์มีประสบการณ์
ปัจจัยอะไรที่ทำให้ Spread กว้างหรือแคบ?
Spread ไม่ได้คงที่ตลอดเวลา (ยกเว้น Fixed Spread) มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความกว้างของ Spread:
1. สภาพคล่อง (Liquidity)
สภาพคล่องสูง = Spread แคบ คู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายมาก เช่น EUR/USD จะมี Spread แคบมาก (0.1-1.5 Pips) ส่วน Exotic Pairs เช่น USD/TRY อาจมี Spread กว้างถึง 20-50 Pips
2. ความผันผวน (Volatility)
ความผันผวนสูง = Spread กว้างขึ้น ในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เช่น การประกาศอัตราดอกเบี้ยของ Fed หรือข้อมูล Non-Farm Payrolls ตลาดจะมีความไม่แน่นอนสูง Spread อาจกว้างขึ้น 5-10 เท่าจากปกติ
3. ช่วงเวลาการเทรด (Trading Session)
London Session (14:00-23:00 น. เวลาไทย) มี Spread แคบที่สุดเพราะมีสภาพคล่องสูงสุด ส่วนช่วง Asian Session หรือช่วงดึก Spread มักจะกว้างขึ้นเพราะสภาพคล่องลดลง
4. ประเภทคู่สกุลเงิน
- Major Pairs (EUR/USD, USD/JPY) → Spread แคบ 0.1-2 Pips
- Minor/Cross Pairs (EUR/GBP, AUD/NZD) → Spread ปานกลาง 2-5 Pips
- Exotic Pairs (USD/TRY, USD/ZAR) → Spread กว้าง 10-50+ Pips
💡 เคล็ดลับลด Spread
เทรดเฉพาะ Major Pairs ในช่วง London-New York Overlap (19:00-23:00 น. เวลาไทย) และหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วง 5 นาทีก่อนและหลังข่าวสำคัญ เพราะ Spread จะกว้างมากในช่วงนั้น
วิธีดู Spread ใน MT4/MT5 ทำอย่างไร?
แพลตฟอร์ม MetaTrader แสดงราคา Bid เป็นค่าเริ่มต้น แต่คุณสามารถเปิดแสดง Ask Line เพิ่มได้ เพื่อเห็น Spread บนกราฟ:
วิธีเปิด Ask Line บนกราฟ
- คลิกขวาบนกราฟ → เลือก Properties
- ไปที่แท็บ Common
- ติ๊กเครื่องหมาย "Show Ask line"
- กด OK → จะเห็นเส้น Ask สีแดง เพิ่มขึ้นมาเหนือเส้น Bid
วิธีดู Spread แบบตัวเลข
- กด View → Market Watch
- คลิกขวาในหน้าต่าง Market Watch
- เลือก "Spread" → จะเห็นคอลัมน์ Spread เพิ่มขึ้นมา แสดงเป็นตัวเลข Point
หมายเหตุ: MT4/MT5 แสดง Spread เป็น Points ไม่ใช่ Pips โดย 10 Points = 1 Pip (สำหรับโบรกเกอร์ที่ใช้ 5 ตำแหน่งทศนิยม) ดังนั้นถ้าเห็น Spread = 15 Points ก็คือ 1.5 Pips
Spread มีผลต่อกลยุทธ์การเทรดอย่างไร?
ขนาดของ Spread มีผลกระทบต่อกลยุทธ์การเทรดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสไตล์ของเทรดเดอร์:
Scalping (เทรดสั้นมาก)
Scalper ทำกำไรเพียง 5-20 Pips ต่อออเดอร์ ดังนั้น Spread 2 Pips = ต้นทุน 10-40% ของกำไรเป้าหมาย Scalper จึงต้องเลือกโบรกเกอร์ที่มี Spread ต่ำมากๆ (0.1-0.5 Pips) และเทรดเฉพาะ Major Pairs ในช่วง High Liquidity
Day Trading (เทรดภายในวัน)
Day Trader ตั้งเป้ากำไร 20-100 Pips ต่อออเดอร์ Spread 2 Pips = ต้นทุน 2-10% ของกำไร ซึ่งยังมีนัยสำคัญ แต่บริหารจัดการได้
Swing Trading (เทรดข้ามวัน)
Swing Trader ตั้งเป้ากำไร 100-500 Pips Spread 2 Pips = ต้นทุนเพียง 0.4-2% ของกำไร ซึ่งแทบไม่มีผลกระทบ ดังนั้น Swing Trader ไม่ต้องกังวลเรื่อง Spread มากนัก
"ยิ่งเทรดบ่อยและเป้ากำไรเล็ก Spread ยิ่งสำคัญ ยิ่งเทรดน้อยและเป้ากำไรใหญ่ Spread ยิ่งไม่สำคัญ"

📝 สรุปท้ายบทความ
- Bid = ราคาขาย (คุณได้รับ) / Ask = ราคาซื้อ (คุณจ่าย)
- Spread = Ask − Bid คือต้นทุนหลักของการเทรด Forex
- ทุกออเดอร์เริ่มต้น "ติดลบ" เท่ากับ Spread ก่อนเสมอ
- สภาพคล่องสูง = Spread แคบ / ความผันผวนสูง = Spread กว้าง
- Major Pairs มี Spread ต่ำสุด (0.1-2 Pips) / Exotic Pairs สูงสุด (10-50+ Pips)
- Scalper ต้องใส่ใจ Spread มาก / Swing Trader แทบไม่ต้องกังวล
- เทรดช่วง London-New York Overlap เพื่อได้ Spread ต่ำที่สุด
การเข้าใจ Bid, Ask และ Spread เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการเทรด Forex เพราะมันส่งผลต่อ ต้นทุนและกำไรของคุณโดยตรง ในบทถัดไปเราจะเจาะลึกเรื่องการอ่านกราฟและ Candlestick Pattern ที่จะช่วยให้คุณวิเคราะห์ตลาดได้อย่างแม่นยำ
บทความที่เกี่ยวข้อง:
📖 อ่านบทต่อไปเรียนรู้พื้นฐานการเทรด Forex ทีละบท
เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งก่อนเริ่มเทรดจริง