Order Types คืออะไร? รู้จักคำสั่งซื้อขาย Market, Limit, Stop ก่อนเปิดออเดอร์จริง
เรียนรู้ Order Types ทุกประเภทในการเทรด Forex ตั้งแต่ Market Order ไปจนถึง Pending Order 4 แบบ (Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop) วิธีจำ Limit vs Stop Stop Loss Take Profit Trailing Stop วิธีตั้งค่าบน MetaTrader และข้อผิดพลาดที่ต้องหลีกเลี่ยง
ประเด็นสำคัญ
- Market Order = ซื้อ/ขายทันทีที่ราคาปัจจุบัน เร็วแต่อาจเกิด Slippage
- Buy Limit = ซื้อที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน / Sell Limit = ขายที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน (รอราคาดีกว่า)
- Buy Stop = ซื้อที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน / Sell Stop = ขายที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน (รอ Breakout)
- Limit = รอราคาดีกว่า (Pullback) / Stop = รอราคาทะลุ (Breakout)
- ตั้ง SL + TP + Expiry ทุกครั้งที่ตั้ง Pending Order
- Pending Order ช่วยให้วางแผนล่วงหน้า ไม่ต้องนั่งรอหน้าจอ ลดอารมณ์รบกวน
รู้จักคำสั่งซื้อขายทุกประเภทใน Forex — Market Order, Limit Order, Stop Order ต่างกันอย่างไร ใช้เมื่อไหร่ และตั้งค่าอย่างไรบน MetaTrader

💡 คำตอบสั้น
Order Types คือประเภทคำสั่งซื้อขายใน Forex แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก: Market Order (เปิดออเดอร์ทันทีที่ราคาปัจจุบัน) และ Pending Order (ตั้งคำสั่งล่วงหน้าให้เปิดอัตโนมัติเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด) Pending Order แบ่งย่อยอีก 4 แบบ: Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop, Sell Stop การเข้าใจ Order Types ช่วยให้คุณเข้าเทรดได้แม่นยำขึ้น ไม่ต้องนั่งรอหน้าจอ และจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น
เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่รู้จักแค่ "กด Buy" กับ "กด Sell" ซึ่งก็คือ Market Order แต่จริงๆ แล้วมีคำสั่งอีกหลายประเภทที่ช่วยให้คุณ วางแผนการเทรดล่วงหน้า ได้โดยไม่ต้องนั่งจ้องหน้าจอรอ
ลองนึกภาพ: คุณวิเคราะห์กราฟตอนเช้าเจอ Setup ที่ดี แต่ราคายังไม่ถึงจุดเข้า คุณต้องไปทำงาน — ถ้ารู้จักแค่ Market Order คุณต้อง นั่งรอจนกว่าราคาจะมาถึง แต่ถ้ารู้จัก Pending Order คุณแค่ ตั้งคำสั่งทิ้งไว้ แล้วไปทำงานได้เลย ระบบจะเปิดออเดอร์ให้อัตโนมัติเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด
บทความนี้จะอธิบายทุกประเภทคำสั่งที่ใช้ในการเทรด Forex พร้อมตัวอย่างจริงและวิธีตั้งค่าบน MetaTrader
Market Order คืออะไร?
Market Order คือคำสั่งซื้อขายที่เปิดทันทีที่ราคาปัจจุบัน เมื่อคุณกด Buy หรือ Sell ระบบจะ Execute ออเดอร์ให้ทันทีที่ราคาที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในตลาด ณ ขณะนั้น
- Buy (Market Order) — ซื้อทันทีที่ราคา Ask ปัจจุบัน
- Sell (Market Order) — ขายทันทีที่ราคา Bid ปัจจุบัน
ข้อดี
- เร็วที่สุด — เข้าเทรดทันทีไม่ต้องรอ
- ง่ายที่สุด — แค่กด Buy หรือ Sell
- เหมาะเมื่อ ราคาอยู่ที่จุดที่ต้องการแล้ว ไม่ต้องรอ
ข้อเสีย
- อาจเกิด Slippage — ราคาที่ได้อาจต่างจากราคาที่เห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะช่วงข่าวหรือตลาดผันผวน
- ต้อง นั่งรอหน้าจอ จนกว่าราคาจะมาถึงจุดที่ต้องการ ไม่สามารถตั้งไว้ล่วงหน้าได้
💡 ใช้เมื่อไหร่?
ใช้ Market Order เมื่อราคา อยู่ที่จุดเข้าที่ต้องการแล้ว และคุณมั่นใจว่าจะเข้าเทรด ณ ตอนนั้น เช่น เห็น Pin Bar ปิดแท่งที่แนวรับ → กด Buy ทันที หรือเมื่อราคากำลังจะวิ่งแรงและไม่อยากพลาด
Pending Order คืออะไร?
Pending Order คือคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ให้ระบบเปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาถึงจุดที่กำหนด ไม่ต้องนั่งรอหน้าจอ ระบบจะจัดการให้เอง
Pending Order แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามทิศทางและตำแหน่งที่ตั้ง:
Buy Limit คืออะไร?
Buy Limit = ตั้งคำสั่ง Buy ล่วงหน้าที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
ใช้เมื่อคุณคิดว่า "ราคาจะลงมาอีกนิด แล้วค่อยขึ้น" คุณต้องการ Buy แต่อยากได้ราคาที่ดีกว่าราคาปัจจุบัน
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบัน 1.0900 คุณเชื่อว่าราคาจะย่อลงมาที่แนวรับ 1.0850 แล้วเด้งขึ้น → ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0850 → ถ้าราคาลงมาถึง 1.0850 ระบบจะ Buy ให้อัตโนมัติ
📌 Buy Limit
ราคาปัจจุบัน: 1.0900 → ตั้ง Buy Limit: 1.0850 (ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน) → คาดว่า: ราคาจะลงมาที่ 1.0850 แล้วกลับตัวขึ้น → ใช้กับ: ซื้อที่แนวรับ, ซื้อที่ Fibonacci Retracement
Sell Limit คืออะไร?
Sell Limit = ตั้งคำสั่ง Sell ล่วงหน้าที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน
ใช้เมื่อคุณคิดว่า "ราคาจะขึ้นไปอีกนิด แล้วค่อยลง" คุณต้องการ Sell แต่อยากได้ราคาที่ดีกว่าราคาปัจจุบัน
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบัน 1.0900 คุณเชื่อว่าราคาจะเด้งขึ้นไปที่แนวต้าน 1.0950 แล้วกลับตัวลง → ตั้ง Sell Limit ที่ 1.0950 → ถ้าราคาขึ้นถึง 1.0950 ระบบจะ Sell ให้อัตโนมัติ
📌 Sell Limit
ราคาปัจจุบัน: 1.0900 → ตั้ง Sell Limit: 1.0950 (สูงกว่าราคาปัจจุบัน) → คาดว่า: ราคาจะขึ้นไปที่ 1.0950 แล้วกลับตัวลง → ใช้กับ: ขายที่แนวต้าน, ขายที่ Fibonacci Retracement
Buy Stop คืออะไร?
Buy Stop = ตั้งคำสั่ง Buy ล่วงหน้าที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน
ใช้เมื่อคุณคิดว่า "ถ้าราคาทะลุจุดนี้ขึ้นไปได้ จะวิ่งขึ้นต่อแรง" คุณไม่อยาก Buy ตอนนี้ แต่อยาก Buy เมื่อราคา Breakout ขึ้นไป
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบัน 1.0900 มีแนวต้านที่ 1.0950 คุณเชื่อว่าถ้าราคาทะลุ 1.0950 ขึ้นไปจะวิ่งต่อ → ตั้ง Buy Stop ที่ 1.0960 (เหนือแนวต้านเล็กน้อย) → ถ้าราคาขึ้นถึง 1.0960 ระบบจะ Buy ให้อัตโนมัติ
📌 Buy Stop
ราคาปัจจุบัน: 1.0900 → ตั้ง Buy Stop: 1.0960 (สูงกว่าราคาปัจจุบัน) → คาดว่า: ราคาทะลุแนวต้านแล้วจะวิ่งขึ้นต่อ → ใช้กับ: Breakout Trading
Sell Stop คืออะไร?
Sell Stop = ตั้งคำสั่ง Sell ล่วงหน้าที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
ใช้เมื่อคุณคิดว่า "ถ้าราคาทะลุจุดนี้ลงไปได้ จะวิ่งลงต่อแรง" คุณไม่อยาก Sell ตอนนี้ แต่อยาก Sell เมื่อราคา Breakout ลง
ตัวอย่าง: EUR/USD ราคาปัจจุบัน 1.0900 มีแนวรับที่ 1.0850 คุณเชื่อว่าถ้าราคาทะลุ 1.0850 ลงไปจะวิ่งต่อ → ตั้ง Sell Stop ที่ 1.0840 (ใต้แนวรับเล็กน้อย) → ถ้าราคาลงถึง 1.0840 ระบบจะ Sell ให้อัตโนมัติ
📌 Sell Stop
ราคาปัจจุบัน: 1.0900 → ตั้ง Sell Stop: 1.0840 (ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน) → คาดว่า: ราคาทะลุแนวรับแล้วจะวิ่งลงต่อ → ใช้กับ: Breakout Trading

จำง่ายๆ: Limit vs Stop ต่างกันอย่างไร?
วิธีจำที่ง่ายที่สุด:
- Limit = "รอราคาดีกว่านี้" → ซื้อถูกกว่าตอนนี้ (Buy Limit) หรือขายแพงกว่าตอนนี้ (Sell Limit) → ใช้กับ Pullback / Bounce ที่แนวรับ-แนวต้าน
- Stop = "รอราคาทะลุจุดนี้" → ซื้อเมื่อราคาขึ้นทะลุ (Buy Stop) หรือขายเมื่อราคาลงทะลุ (Sell Stop) → ใช้กับ Breakout Trading
📌 สรุปทั้ง 4 แบบ
- Buy Limit → ตั้ง Buy ที่ราคา ต่ำกว่า ปัจจุบัน → รอราคาลงมาแล้วเด้งขึ้น
- Sell Limit → ตั้ง Sell ที่ราคา สูงกว่า ปัจจุบัน → รอราคาขึ้นไปแล้วกลับลง
- Buy Stop → ตั้ง Buy ที่ราคา สูงกว่า ปัจจุบัน → รอราคาทะลุขึ้นแล้ววิ่งต่อ
- Sell Stop → ตั้ง Sell ที่ราคา ต่ำกว่า ปัจจุบัน → รอราคาทะลุลงแล้ววิ่งต่อ
Stop Loss และ Take Profit คืออะไร?
นอกจาก Order เปิดออเดอร์แล้ว ยังมี Order "ปิด" ออเดอร์อัตโนมัติ ที่ต้องตั้งทุกครั้ง:
Stop Loss (SL) — จุดตัดขาดทุน
คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่ง สวนทาง ถึงจุดที่กำหนด เพื่อ จำกัดขาดทุน ต้องตั้งทุกออเดอร์ ไม่มีข้อยกเว้น (ตามที่เรียนใน Money Management)
Take Profit (TP) — จุดทำกำไร
คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาวิ่ง ตามทาง ถึงจุดที่กำหนด เพื่อ ล็อกกำไร ช่วยให้ไม่ต้องนั่งรอหน้าจอ และป้องกันไม่ให้อารมณ์ทำให้ปิดออเดอร์เร็วเกินไปหรือโลภถือนานเกินไป
Trailing Stop — SL ที่เลื่อนตาม
SL แบบพิเศษที่ เลื่อนตามราคาอัตโนมัติ เมื่อราคาวิ่งตามทาง เช่น ตั้ง Trailing Stop 30 Pips ถ้าราคาวิ่งขึ้น 50 Pips SL จะเลื่อนตามมาอยู่ที่ +20 Pips ช่วยให้ ล็อกกำไรได้โดยไม่ต้องปิดออเดอร์ ถ้าราคายังวิ่งต่อก็ได้กำไรเพิ่ม
⚠️ ข้อสำคัญเรื่อง Trailing Stop
Trailing Stop ใน MT4/MT5 ทำงานเฉพาะเมื่อเปิดโปรแกรมอยู่ ถ้าปิด MT4/MT5 หรือปิดคอมพิวเตอร์ Trailing Stop จะหยุดทำงาน เหลือแค่ SL ตัวล่าสุดที่เลื่อนไว้ ถ้าต้องการ Trailing Stop ที่ทำงานตลอด ต้องใช้ VPS (Virtual Private Server)
วิธีตั้ง Pending Order บน MetaTrader ทำอย่างไร?
ขั้นตอนตั้ง Pending Order บน MT4/MT5:
- ขั้นที่ 1: คลิกขวาบนกราฟ → เลือก Trading → New Order (หรือกด F9)
- ขั้นที่ 2: ช่อง Type → เปลี่ยนจาก "Market Execution" เป็น "Pending Order"
- ขั้นที่ 3: เลือกประเภท → Buy Limit / Sell Limit / Buy Stop / Sell Stop
- ขั้นที่ 4: ใส่ ราคาที่ต้องการ (Price) เช่น 1.0850
- ขั้นที่ 5: ใส่ Lot Size (คำนวณจากสูตร Risk)
- ขั้นที่ 6: ใส่ Stop Loss และ Take Profit
- ขั้นที่ 7: ตั้ง Expiry (วันหมดอายุ) ถ้าต้องการ เช่น ให้คำสั่งหมดอายุใน 24 ชั่วโมง
- ขั้นที่ 8: กด Place → เสร็จ! คำสั่งจะแสดงเป็นเส้นประบนกราฟ
💡 เคล็ดลับ
ตั้ง Expiry (วันหมดอายุ) ทุกครั้งที่ตั้ง Pending Order เพื่อไม่ให้คำสั่งค้างอยู่เมื่อ Setup หมดอายุ เช่น ถ้าวิเคราะห์ว่าราคาจะมาถึงจุดเข้าภายในวันนี้ ให้ตั้ง Expiry สิ้นวัน ถ้าราคาไม่มา คำสั่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ
ข้อผิดพลาดเรื่อง Order Types ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?
1. สับสน Limit กับ Stop
ตั้ง Buy Stop แทน Buy Limit (หรือกลับกัน) ทำให้ออเดอร์เปิด ผิดจุด จำง่ายๆ: Limit = รอราคาดีกว่า (ย่อมาหา) / Stop = รอราคาทะลุ (Breakout)
2. ไม่ตั้ง SL/TP พร้อม Pending Order
ตั้ง Pending Order ไว้แต่ไม่ใส่ SL/TP พอออเดอร์เปิดตอนไม่อยู่หน้าจอ ราคาวิ่งสวนทางแรง ขาดทุนหนักเพราะไม่มี SL ต้องใส่ SL/TP ตั้งแต่ตอนตั้ง Pending Order เสมอ
3. ลืมยกเลิก Pending Order ที่หมดอายุ
ตั้ง Buy Limit ไว้เมื่อวาน วันนี้ตลาดเปลี่ยน Setup หมดอายุแล้ว แต่ลืมยกเลิก → ราคาลงมาถึง → ออเดอร์เปิดโดยที่ไม่ต้องการแล้ว ต้องตั้ง Expiry หรือเช็ค Pending Order ทุกวัน
4. ตั้ง Buy Stop/Sell Stop ใกล้แนวรับ-แนวต้านเกินไป
ตั้ง Buy Stop ที่แนวต้านพอดี → ราคาทะลุแค่ 2-3 Pips แล้วกลับ (False Breakout) → โดน Buy ที่จุดสูงสุดแล้วราคาลง ควรตั้ง Buy Stop เหนือแนวต้าน 10-20 Pips เพื่อยืนยันว่า Breakout จริง
5. ใช้แต่ Market Order ไม่เคยใช้ Pending Order
นั่งจ้องจอรอราคามาถึงจุดเข้า → เหนื่อย เบื่อ → พอราคามาถึงจริงกลับไม่กล้ากด เพราะตอนนั้นอารมณ์เปลี่ยนไปแล้ว Pending Order ช่วยให้ ตัดสินใจตอนที่สมองยังปลอดโปร่ง แล้วให้ระบบทำตามแผน
🚫 อันตราย: Pending Order ที่ตั้งช่วงก่อนข่าวสำคัญ (NFP, FOMC) อาจ Execute ที่ราคาห่างจากที่ตั้งมาก เพราะ Slippage ช่วงข่าว เช่น ตั้ง Buy Stop ที่ 1.0960 แต่ Execute ที่ 1.0990 เพราะราคากระโดดข้าม ถ้ามีข่าวสำคัญ ให้ ยกเลิก Pending Order ก่อนข่าวออก

📝 สรุปท้ายบทความ
- Market Order = ซื้อ/ขายทันทีที่ราคาปัจจุบัน เร็วแต่อาจเกิด Slippage
- Buy Limit = ซื้อที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน (รอราคาลงมาแล้วเด้ง)
- Sell Limit = ขายที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน (รอราคาขึ้นไปแล้วลง)
- Buy Stop = ซื้อที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน (รอราคาทะลุขึ้น Breakout)
- Sell Stop = ขายที่ราคาต่ำกว่าปัจจุบัน (รอราคาทะลุลง Breakout)
- Limit = รอราคาดีกว่า (Pullback) / Stop = รอราคาทะลุ (Breakout)
- ตั้ง SL + TP + Expiry ทุกครั้งที่ตั้ง Pending Order
การเข้าใจ Order Types ทำให้คุณ เปลี่ยนจากเทรดเดอร์ที่ "นั่งรอหน้าจอ" เป็นเทรดเดอร์ที่ "วางแผนล่วงหน้า" Pending Order ช่วยให้คุณตัดสินใจตอนที่สมองยังปลอดโปร่ง แล้วให้ระบบทำตามแผน ลดอารมณ์ ลดความเหนื่อย และเพิ่มความแม่นยำ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานประจำ Pending Order คือ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณ
บทความที่เกี่ยวข้อง:
📖 อ่านบทความเพิ่มเติม
เรียนรู้เทคนิคและกลยุทธ์การเทรด Forex เพิ่มเติม
เพื่อพัฒนาทักษะการเทรดของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น